วัคซีนที่จำเป็นในเด็ก ( Necessary Vaccine )มีอะไรบ้าง ?

  1. วัคซีนป้องกันวัณโรค(BCG) ควรได้รับตั้งแต่แรกเกิด โดยฉีดที่บริเวณไหล่ซ้าย ซึ่งปกติโรงพยาบาลจะฉีดให้ทารกก่อนกลับบ้าน
  2. วัคซีนตับอักเสบบี (HBV)   เป็นวัคซีนอีกตัวหนึ่งที่เด็กจะได้รับหลังคลอด ซึ่งวัคซีนตัวนี้เป็นวัคซีนที่เด็กทุกคนต้องได้รับอย่างน้อย 3 ครั้ง และเข็มสุดท้ายที่ได้รับต้องอายุมากกว่า หรือเท่ากับ 6 เดือน ต้องได้รับทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดเข็มแรกตั้งแต่แรกเกิด เข็มที่สองเมื่ออายุครบ 1-2 เดือน และเข็มสุดท้ายเมื่อเด็กครบ 6 เดือน  

     ตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ใช้วัคซีนรวมที่มี คอตีบ – บาดทะยัก – ไอกรน – ตับอักเสบบี – ฮิบ (DTwP-HB-Hib) ที่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน ถ้าหากคุณแม่มี HBsAg เป็นบวก และเด็กไม่ได้รับ HBIG ควรให้วัคซีนตับอักเสบบีแบบเดี่ยวเพิ่มตอนอายุ 1 เดือนด้วย (รวมเป็น 5 ครั้ง)

  1. วัคซีนคอตีบ – บาดทะยัก – ไอกรน (DTwP, DTaP) โดยฉีดชุดแรก 3 ครั้ง เมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 6 เดือน หลังจากนั้นควรมีการฉีดเพื่อกระตุ้นการทำงานของวัคซีนอีกครั้งในช่วงอายุ 1 ปี 6 เดือน และเมื่อมีอายุ 4-6 ปี และฉีดเฉพาะ คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน สำหรับเด็กโต สามารถใช้วัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (DTaP) แทนชนิดเซลล์ (DTwP) ได้ทุกครั้ง ในกรณีที่ใช้ชนิดไร้เซลล์ (DTaP) ควรใช้ชนิดเดียวกันทั้ง 3 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน หากไม่สามารถใช้ชนิดเดียวแทนกันได้ ให้ใช้ชนิดใดแทนกันก็ได้ และควรได้รับการฉีดกระตุ้นด้วย Td/Tdap ทุก 10 ปี
  2. วัคซีนโปลิโอ ( OPV, IPV) โดยใช้วัคซีนโปลิโอชนิดฉีดร่วมกับวัคซีนโปลิโอรูปแบบกิน โดยตามกระทรวงสาธารณสุขปี 2567เด็กๆ จะได้รับการหยอดวัคซีนโปลิโอรูปแบบกินจำนวน 3 ครั้ง เมื่ออายุ 6 เดือน, 1 ปี 6 เดือน และ 4 ปี และต้องได้รับวัคซีนโปลิโอชนิดฉีดเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน 2 ครั้ง เมื่อเด็กอายุ 2, 4 เดือน  หากเด็ก ได้รับวัคซีนแบบรวมที่เป็นรูปแบบฉีดแล้ว ไม่ต้องได้รับแบบกินได้
  3. วัคซีนฮิบ (Hib) หรือ เชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนซา ชนิดบี (Hemophilus influenzae type B) คือเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคอย่าง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด โรคปอดอักเสบ เป็นต้น โดยเด็กจะได้วัคซีนฮิบในช่วงวัย 2, 4 และ 6 เดือน เช่นเดียวกับวัคซีนคอตีบ – บาดทะยัก – ไอกรน
  4. วัคซีนโรตาไวรัส (Rotavirus)  เป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันเชื้อไวรัสโรต้า ที่ทำให้เกิดอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ และอาเจียนรุนแรงในทารกและเด็กเล็ก โดยเด็กจะได้รับวัคซีนในช่วงวัย 2, 4 และ 6 เดือน ซึ่งมีข้อแนะนำในการรับวัคซีน ดังนี้  วัคซีนโรต้า มีด้วยกัน 2 ชนิด แบ่งออกเป็น ชนิด monovalent มี 2 ชนิด ได้แก่  human monovalent (Rotarix™) ให้กิน 2 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2 และ 4 เดือน ชนิด human-bovine pentavalent (RotaTeq™, Rotasiil™) ให้กิน 3 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2, 4 และ 6 เดือน โดย สามารถเริ่มให้ได้ครั้งแรก เมื่ออายุ 6 – 15 สัปดาห์ และครั้งสุดท้ายไม่เกิน 8 เดือน โดยแต่ละครั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์  และควรใช้วัคซีนชนิดเดียวกันจนครบ หากจำเป็นต้องใช้วัคซีนต่างชนิดกันในแต่ละครั้ง หรือไม่ทราบว่าครั้งก่อนหน้าได้รับวัคซีนชนิดอะไรมา ต้องให้วัคซีนทั้งหมด 3 ครั้ง โดยสามารถให้วัคซีนโรต้าร่วมกับวัคซีนโปลิโอชนิดกินได้
  5. วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม(MMR)  จะให้ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 9 – 12 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 18 เดือน หากเด็กอยู่ในพื้นที่ที่มีการรายงานโรคหัดจำนวนน้อย อาจจะฉีดเข็มแรกเมื่ออายุ 12 เดือน
  6.  วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE) มีด้วยกันอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated; JEVAC™) ฉีด 3 ครั้ง เริ่มเมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป เข็มต่อมาอีก 1 – 4 สัปดาห์ และ 1 ปีตามลำดับ อีกชนิดคือ วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live JE; CD-JEVAX™ และ IMOJEV™/THAIJEV™) ให้ฉีด 2 ครั้ง เข็มแรกที่อายุ 9 – 12 เดือน เข็มต่อมาอีก 12 – 24 เดือน live JE ทั้งสองชนิดสามารถใช้แทนกันได้
  7. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ( Influenza Vaccine)  เป็นวัคซีนสำคัญอีกตัวที่เด็กทารกควรได้รับ โดยวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะพิจารณาให้ฉีด ตอนเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยปีแรก ฉีด2 เข็ม เว้นระยะห่างกัน 4 สัปดาห์ และหลังจากนั้นควรฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง  โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี และเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรง เช่น เด็กที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง (รวมหอบหืด), โรคหัวใจ, โรคอ้วน (มีค่าBMI มากกว่า 35), ภูมิคุ้มกันบกพร่อง, หญิงตั้งครรภ์ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ เป็นต้น  
  8. วัคซีนเอชพีวี (HPV)  เป็นวัคซีนที่ป้องกันไวรัส HPV ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูก และเป็นหนึ่งในโรคร้ายที่ทำลายสุขภาพของผู้หญิงในปัจจุบัน การฉีดวัคซีน HPV จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดอัตราความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก โดยแพทย์จะแนะนำให้ฉีดวัคซีน HPV ในเด็กผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 9-26 ปี อย่างไรก็ตาม วัคซีน HPV ยังสามารถฉีดในเด็กผู้ชายได้เหมือนกัน โดยจะไปช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งองคชาต มะเร็งช่องปากและหลอดคอ มะเร็งทวารหนัก หูดที่อวัยวะเพศของผู้ชาย 

      การฉีดในเด็กผู้หญิง แพทย์แนะนำให้ฉีดวัคซีน HPV ในเด็กผู้หญิงที่มีอายุ 9 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง หากฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี แพทย์จะแนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ในเดือนที่ 0, 6 – 12 เดือน สำหรับหญิงอายุ 15 – 26 ปี ให้ฉีด 3 เข็ม ในเดือนที่ 0, 1 – 2 และ 6 เดือน ส่วนการฉีดในเด็กผู้ชาย แพทย์อาจพิจารณาให้ฉีดวัคซีน HPV เฉพาะชนิด 4 สายพันธุ์ ในช่วงอายุ 9 – 26 ปีควรฉีดตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไป 


วัคซีนที่ฉีดตาม รพ.รัฐ หรือ อนามัย แตกต่างจากวัคซีนที่ฉีดตามคลินิกหรือ รพ.เอกชน อย่างไร?

วัคซีนเด็กอื่นๆ เสริมภูมิต้านทานโรค

       การรับวัคซีนหลักสำหรับเด็ก ถือว่าเพียงพอต่อการป้องกันโรคพื้นฐานที่เสี่ยงต่อเด็ก อย่างไรก็ตาม วัคซีนเสริมชนิดอื่น ๆ ก็จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเจ้าตัวเล็กได้มากขึ้นไปอีก ส่วนจะจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเสริมหรือไม่นั้น ขอให้พิจารณาดูว่าเจ้าตัวเล็กมีความเสี่ยงต่อโรคนั้น ๆ มากหรือน้อยเพียงใด หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมาก ก็อาจจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนเสริมสำหรับเด็ก โดยวัคซีนเสริมสำหรับเด็ก มีดังนี้

  1. วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรนชนิดไร้เซลล์ (DTaP) วัคซีนชนิดไร้เซลล์นี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรนได้ตามปกติ แต่มีผลข้างเคียงหลังฉีดที่น้อยกว่า
  2. วัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดฉีด (IPV)การฉีดวัคซีนโปลิโอให้ประสิทธิภาพเท่ากับวัคซีนชนิดกิน และสามารถใช้แทนชนิดกินได้ทุกครั้ง ซึ่งมักฉีดรวมพร้อมกับวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน
  3. วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง (ไอพีดี) ( Pneumococcal Vaccine) จากเชื้อ “นิวโมคอคคัส” ซึ่งสามารถก่อให้เกิด 4 โรค ดังนี้  โรคปอดบวม  โรคติดเชื้อในกระแสเลือด  โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และ  โรคหูชั้นกลางอักเสบ โดยจะเริ่มฉีดเมื่อเด็กมีอายุ 2 เดื่อนขึ้นไป ฉีด 1 – 4 เข็ม ตามแต่ช่วงอายุที่ฉีด หากฉีดเร็วก็ป้องกันได้เร็ว หากอายุ 2 เดือน แนะนำฉีดที่ 2, 4, 6 เดือน และฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 12-15 เดือน  วัคซีนชนิดนี้ผู้ใหญ่สามารถฉีดได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น อายุมากกว่า 60 ปี มีโรคปอดเรื้อรัง แนะนำ ฉีด เพียงครั้งเดียว ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานกว่า 10 ปี ปัจจุบัน ตามคำแนะนำ มีทั้งแบบ 10,13 และ 15 สายพันธุ์ ซึ่งแนะนำฉีดแบบ 13 หรือ 15 สายพันธุ์ เพื่อครอบคลุมเชื้อได้มากกว่า 90 %
  4. วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Chickenpox or varicella vaccine)  ฉีดรวมทั้งหมด 2 เข็ม เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีดเข็มแรกที่ อายุ 12 -18 เดือน โดยฉีด 2 เข็มห่างอย่างน้อย 3 เดือน แนะนำเข็มที่ 2 ช่วง 18 เดือน – 4 ปี หากอายุมากกว่า 13 ปี หรอื ผู้ใหญ่ ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส แนะนำฉีด 2 เข็ม ห่าง อย่างน้อย 1 เดือน อย่างไรก็ตาม เด็กที่ฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ก็ยังสามารถเป็นอีสุกอีใสได้อยู่ แต่มักเป็นเพียงเล็กน้อย ไม่ได้เป็นมากเท่ากับเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส
  5. วัคซีนตับอักเสบ เอ (Hepatitis A Vaccine) มีทั้งแบบเชื้อเป็นและเชื้อตาย หากแบบเชื้อตาย ต้องฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป แนะนำให้วัคซีนแก่ผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับรุนแรง เช่น ผู้ที่เป็นโรคตับเรื้อรัง เป็นวัคซีนที่แนะนำเช่นเดียวกัน เพราะติดง่าย ผ่านทางน้ำลาย หรืออาหารปนเปื้อน ฉีดเพียงครั้งเดียวอยู่ได้ ตลอดชีวิต
  6. วัคซีนไข้เลือดออก (Dengue Vaccine) แนะนำให้ฉีด วัคซีนในเด็ก ที่มีอายุตั้งแต่ 4-60 ปีโดยฉีด 2 เข็ม ห่าง 3 เดือน วัคซีนสามารถฉีดได้ทั้งคนที่เคยเป็นไข้เลือดออกและไม่เคยเป็นไข้เลือดออก ซึ่งวัคซีนช่วยลดความรุนแรง และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้
  7. วัคซีน Enterovirus 71 วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อ Enterovirus 71 ซึ่งทำให้เกิด โรคมือเท้าปาก ชนิดรุนแรง ได้ถึง 97.3 % และ สามารถ ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% เป็นวัคซีนตัวแรกที่ได้รับการรับรองว่าสามารถป้องกันเชื้อ Enterovirus 71 ได้ และผ่านการรับรอง อย.(FDA)ประเทศไทย

ข้อควรปฏิบัติสำหรับการรับ วัคซีนเด็ก

  1. พ่อแม่ควรนำสมุดบันทึกการรับวัคซีนติดตัวมาด้วยทุกครั้ง
  2. ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลก่อน ว่าลูกมีอาการแพ้ยา หรืออาหารชนิดใดบ้างหรือไม่
  3. หากมีไข้สูง หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรงดการรับวัคซีน
  4. การเห็นลูกน้อยร้องไห้กลัวเข็มฉีดยา อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนถอดใจที่จะพาลูดน้อยไปฉีดวัคซีน หรืออาจมองข้ามความสำคัญจนละเลยไม่พาลูกน้อยไปรับวัคซีนตามนัดหรือตามคำแนะนำของแพทย์ แต่ความจริงแล้ว วัคซีนมีความสำคัญและจำเป็นต่อเด็กๆ ทุกคน โดยเฉพาะวัคซีนขั้นพื้นฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่าเด็กไทยทุกคนต้องได้รับตามช่วงอายุ เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันโรคสำหรับลูกน้อยจากโรคร้ายแรงที่อาจมีอันตรายถึงชีวิตในอนาคตได้

ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทย แนะนำโดย สมาคมโรคติดเชื้อเด็กแห่งประเทศไทย 2567

ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทย 2565

ตารางวัคซีนของทางพิมพิกาคลินิก

(Child Vaccination Schedule)


นอกจากนี้ ทางคลินิก ยังมี Child Vaccination Package โปรแกรมวัคซีนเด็กเหมาจ่าย เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
แพคเกจวัคซีนพื้นฐาน ตั้งแต่ 2 เดือน หรือ 4 เดือน ถึง 1 ปี (Basic 1) และ แบบ 2 เดือน หรือ 4 เดือน ถึง 2 ปี
( Basic 2 ) รวมวัคซีนหลักพื้นฐานที่ต้องฉีด

และแพคเกจวัคซีนพิเศษ (Extra) จะรวม วัคซีนเสริม ไข้หวัดใหญ่ และ วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ (IPD) ตั้งแต่ 2 เดือน หรือ 4 เดือน ถึง 1 ปี ( Extra 1) และแบบ 2 เดือน หรือ 4 เดือน ถึง 2 ปี ( Extra 2)

✔️ ปรึกษาวัคซีน ก่อนฉีดทุกเคส
✔️ ฟรีตรวจการเจริญเติบโตและพัฒนาการเบื้องต้นโดยกุมารแพทย์ ตามวัย ทุกครั้งที่ฉีด
** ฟรี สมุดประเมินพัฒนาการเด็ก DSPM สำหรับผู้ซื้อแบบแพคเกจและของที่ระลึก


วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ( Influenza Vaccine )

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 9 ปี ฉีด 2 เข็มห่างกัน 1 เดือนในอีกครั้ง หลังจากนั้นฉีดปีละครั้ง
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสเปลี่ยนแปลงสายพันธ์ุทุกปีและภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้ประมาน 1 ปี

  วัคซีนช่วยป้องกันโรค กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ลดความรุนแรง และการเกิดผลแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนที่แนะนำและจำเป็นในเด็กทุกคนโดยเฉพาะช่วงการระบาดของโควิด 19 เนื่องจากอาการคล้ายกัน

1 เข็ม ราคา 750 บาท 2 เข็ม 1,400 บาท


วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ( Varicella Vaccine : VZV )

วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ( Varicella Vaccine : VZV )
โรคอีสุกอีใสคือโรคที่ติดต่อผ่านทางละอองของน้ำลายหรือรอยโรคบริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อ การป้องกันที่ดีที่สุดคือ

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส

🔹️เด็กเล็กฉีดได้ตั้งแต่อายุ1ปีขึ้นไป { แนะนำให้ฉีดเข็มแรกช่วงอายุ 12 – 18 เดือน }

🔹️เข็มที่ 2 ฉีดได้เมื่ออายุ 18 เดือน – 4 ปี

🔹️อายุมากกว่า13ปี และ ผู้ใหญ่แนะนำให้ฉีดสองเข็มห่างกันอย่างน้อย 1เดือน

🔹️การฉีดวัคซีน 2 เข็ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการป้องกันโรคอีสุกอีใสได้ถึง 98% และช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

🌸ประโยชน์ของวัคซีน🌸
นอกจากป้องกันโรคอีสุกอีใสแล้วยังมีประโยชน์อื่นๆอีก🤗

🔸️ลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็น

🔸️ลดการขาดเรียน หรือ ขาดงาน

🔸️ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

1 เข็ม 1,600- 2 เข็ม 3,000-


วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococal Vaccine : IPD)

รู้ก่อน.. ป้องกันได้ IPD โรคร้ายในเด็กเล็ก ที่คุณแม่ ไม่ควรมองข้าม

🤱🏼😈 โรค IPD (Invasive Pneumococcal Disease) คืออะไร ?
โรคติดเชื้อ จากแบคทีเรีย นิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงและรุกราน

เชื้อนิวโมคอคคัส ( Pneumococcus) ปกติจะอาศัยในโพรงจมูกและลำคออยู่แล้ว ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เชื้อมีจำนวนมากขึ้นและแพร่กระจายไปอวัยวะข้างเคียง ก็จะทำให้เด็กๆป่วยได้ ทำให้เกิดโรค ได้แก่

  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ Meningitis: จะมีอาการ ไข้สูง ชัก ซึม อาเจียนบ่อย ปวดศีรษะรุนแรง
  • โรคติดเชื้อในกระแสเลือด Septicemia :จะมีอาการ ไข้สูง หายใจถี่ หัวใจเต้นเร็ว อาจมีภาวะช็อคและเสียชีวิตได้
  • โรคปอดบวม Penumonia: ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ไอเสมหะ หายใจลำบาก
  • โรคหูชั้นกลางอักเสบ Otitis Media :ผู้ป่วยจะ ไข้สูง ปวดหู แก้วหูทะลุได้👶

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อโรค IPD ?

1. เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ยิ่งเด็กยิ่งเสี่ยง เพราะภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง ลูกน้อยมีโอกาสป่วยเป็นโรค IPD ได้ตั้งแต่ 2 เดือน

2. ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหอบหืด โรคตับ ไต เบาหวาน โรคหัวใจ

3. ผู้สูงอายุ มากกว่า 50 ปี เชื้อนิวโมคอคคัสแต่ละสายพันธ์ มีความรุนแรงในการก่อโรคไม่เท่ากัน

ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ ทั้งแบบ 10 , 13 สายพันธุ์ และ 15 สายพันธุ์ โดย PCV 13 และ PCV15 สามารถป้องกัน การติดเชื้อนิวโมคอคคัสที่พบบ่อยในประเทศไทยได้มากกว่า 90% ฉีด ได้ตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดการนอนโรงพยาบาลได้
🧓ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง ก็สามารถ ฉีดได้ ฉีดเพียง 1 เข็ม ภูมิคุ้มกันยาวเป็น 10 ปี

ราคา PCV 13 (Prevnar13) 1 เข็ม 2,800- 2 เข็ม 5,500- 3 เข็ม 8,000- 4 เข็ม 10,500-

ราคา PCV 15 ( Vaxneuvance ) 1 เข็ม 3,000- 2 เข็ม 5,900- 3 เข็ม 8,600 – 4 เข็ม 11,200-

“มาป้องกันปอดอักเสบ ให้ลูกน้อยกันนะคะ”


วัคซีนรวมของทางพิมพิกาคลินิก
วัคซีนรวมเป็นแบบชนิดไร้เซล ไม่ค่อยทำให้เกิดไข้ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพียงเข็มเดียว ป้องกันได้หลายโรค

  1. วัคซีน รวม 6 โรค ( Hexaxim) ได้แก่ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ตับอักเสบบี เยื่อหุ้มสมองอักเสบ Hib เป็นวัคซีนแนะนำสำหรับเด็ก อายุ 2, (4 ) ,6 เดือน
    ราคา 1 เข็ม 1,900-
  2. วัคซีนรวม 5 โรค ( Pentaxim) ได้แก่ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ Hib เป็นวัคซีนแนะนำสำหรับเด็ก อายุ 4, 18 เดือน
    ราคา 1 เข็ม 1,700-
  3. วัคซีนรวม 4 โรค ( Tetraxim) ได้แก่ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เป็นวัคซีนแนะนำสำหรับฉีดกระตุ้นในเด็ก อายุ ( 18 ) เดือน , 4-6 ปี
    ราคา 1 เข็ม 1,500-

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ( HPV Vaccine)

มะเร็งปากมดลูก โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้ !

   มะเร็งปากมดลูกพบมาก อันดับ 2 ของมะเร็งในหญิงไทย ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อ HPV (Human Papilloma virus) ถึง 99.7% และยังเป็นสาเหตุ ให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ และมะเร็งทวารหนักในผู้ชาย 
   วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้กว่า 90%
   แนะนำฉีดในผู้หญิงและผู้ชาย อายุ 9-26 ปี ทุกคน และสามารถฉีดได้จนถึงอายุ 45 ปี
วิธีการฉีด 
   อายุ 9-15 ปี ฉีด 2 เข็ม ห่าง 6-12 เดือน
   อายุ มากกว่า 15 ปี ฉีด 3 เข็ม เข็มที่ 2 ห่าง 2 เดือนและ เข็มที่ 3 ห่าง 4 เดือน

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกปัจจุบัน มีแบบ 4 สายพันธ์ุ และ 9 สายพันธุ์
  1. HPV 4 สายพันธ์ุ ( Gadasil4) ป้องกัน HPV 6,11,16,18

1 เข็ม 3,100- 2 เข็ม 5,800- 3 เข็ม 8,500-

2. HPV 9 สายพันธ์ุ ( Gadasil 9 ) ป้องกัน HPV 6,11,16,18,31,33,45,52,58

1 เข็ม 6,400- 2 เข็ม 12,500- 3 เข็ม 18,000-







วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปากจากเชื้อ EV 71 ( Enterovirus 71 Vaccine)

วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อ Enterovirus 71 ซึ่งทำให้เกิด โรคมือเท้าปาก ชนิดรุนแรง ได้ถึง 97.3 % และ สามารถ ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% เป็นวัคซีนตัวแรกที่ได้รับการรับรองว่าสามารถป้องกันเชื้อ Enterovirus 71 ได้ และผ่านการรับรอง อย.(FDA)ประเทศไทย

  • แนะนำสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน – 5 ปี ( การศึกษา ได้ถึงอายุ 71 เดือน )
  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน

ราคาพิเศษ

1 เข็ม 3,200- 2 เข็ม 6,200-


                                                        รู้ระวังท้องร่วงเพราะไวรัสโรต้า (Rotavirus)

วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า (ROTA Virus VACCINE )

เชื้อไวรัสโรต้า เป็นสาเหตุสำคัญของโรคอุจจาระร่วงในเด็กวัย 5 ขวบปีแรก ซึ่งไวรัสนี้ระบาดได้ตลอดทั้งปี และพบมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว วัคซีนโรต้า เป็นวัคซีนจำเป็นในเด็กตามคำแนะนำ

💉 วัคซีนไวรัสโรต้า ของทางพิมพิกาคลินิกมี 2 ชนิด

  1. แบบหยอด 3 ครั้ง (Rotateg) ที่ 2,4,6 เดือน ครั้งละ 900 บาท
  2. แบบหยอด 2 ครั้ง ( Rotarix) ที่ 2,4 เดือน ครั้งละ 1,200 บาท


วัคซีนป้องกันตับอักเสบ A

วัคซีนป้องกันตับอักเสบเอ ( Hepatitis A Vaccine : HAV)

วัคซีนเสริมในเด็ก แนะนำสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเกิดโรคตับรุนแรง โดยวัคซีนฉีดได้ตั้งแต่ 1 ปี ขี้นไป

โดยฉีด 2 เข็ม ห่าง 6- 12 เดือน วัคซีนเป็นชนิดเชื้อตาย

1 เข็ม ราคา 1,400- 2 เข็ม 2,600-

___________________________________________________________________________________________

วัคซีนไข้เลือดออก ( Dengue vaccine )

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดใหม่ ! ( Qdenga® : Live-attenuated dengue2-dengue Vaccine )

ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีนำชิ้นส่วนของไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ มาใส่ในแกนของไวรัสเดงกี่เอง วัคซีนนี้จะออกฤทธิ์โดยเชื้อไวรัสที่อ่อนฤทธิ์ไปแบ่งตัวและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเดงกี่ที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก ซึ่งป้องกันได้ 4 สายพันธุ์

✅ประสิทธิภาพ:

– ป้องกันการเป็นไข้เลือดออก 80.2%**

ลดการนอนโรงพยาบาลได้ 90.4%

– ป้องกันการเกิดไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (severe dengue) ได้ 85.9%

💉ใครฉีดได้บ้าง – วัคซีนนี้ใช้ในอายุ 4-60 ปี (คุณพ่อคุณแม่ก็ฉีดได้)

– ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน

📍หมายเหตุ :

🔸วัคซีนนี้กระตุ้นภูมิได้ดีทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อมาแล้ว ดังนั้น จึงแนะนำให้ “ฉีดได้ทั้งผู้ที่เคยเป็นและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน” โดยไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดตรวจดูว่าเคยติดเชื้อมาก่อน ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดตรวจดูว่าเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่ สามารถฉีดได้เลย**

🔸วัคซีนไข้เลือดออกป้องกันครอบคลุมไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ (DEN1, DEN2, DEN3 และ DEN4) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ที่ 2 ที่ระบาดและรุนแรงที่สุด ดังนั้น เคยเป็นไข้เลือดออกแล้วสามารถฉีดวัคซีนได้ และยิ่งมีประโยชน์มากเพราะหากติดเชื้อซ้ำอาการจะรุนแรงกว่าติดเชื้อครั้งแรก

🔸หากต้องการรับวัคซีนไข้เลือดออกหลังจากหายป่วยด้วยไข้เลือดออก แนะนำว่าควรเริ่มรับวัคซีนเข็มแรกหลังจากหายป่วยด้วยไข้เลือดออกไปแล้วอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้ภูมิคุ้มกันขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

💉ราคาวัคซีน 1 เข็ม 2,300- 2 เข็ม 4,400-

Loading